โทร 094 731 3117 รับสายทุกวัน 08:00–18:00 ต.จิกเทิง อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี Facebook YouTube

หน้าแรก › ข่าวสาร › แคลเซียมกับโรคกระดูกอ่อนในชูก้า

ชูการ์ไกลเดอร์กินอะไรได้บ้าง — สูตรอาหาร แคลเซียม และอาหารที่ห้ามให้

Sugar Glider เผยแพร่ 22 สิงหาคม 2569 ข้อมูลตรวจสอบ ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เรียบเรียงโดย เก็ตไกด์ฟาร์ม
สรุปสั้น
  • คู่มือสัตวแพทย์ระบุว่าผลไม้ ถั่ว และผัก ควรให้ไม่เกิน 10% ของอาหารทั้งหมด
  • งานวิจัยปี 2018 ทดสอบสูตรอาหารยอดนิยม 3 สูตร พบว่าย่อยได้ 87–91% แต่ ไม่มีสูตรใดเลยที่ให้ Ca:P ตามเป้าหมาย 1.5:1–2:1
  • ผู้วิจัยสรุปว่าไม่แนะนำให้ใช้สูตรผสมเองที่บ้านเป็นอาหารหลัก
  • อาการโรคกระดูกอ่อน (MBD) เริ่มจากขาหลังอ่อนแรง ลามเป็นอัมพาต กล้ามเนื้อสั่น กระดูกหักเอง และอาจชัก
  • หนอนนกที่ไม่ผ่าน gut-load มี Ca:P เพียง 0.07 — หลัง gut-load 48 ชั่วโมงขึ้นเป็น 1.31
  • ⚠️ ความต้องการสารอาหารที่แท้จริงของชูก้ายังไม่ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ ตัวเลขเป้าหมายอ้างอิงจากโมเดลหนูทดลอง

ในธรรมชาติชูก้ากินอะไร

ความเข้าใจผิดที่ต้นตอของปัญหาส่วนใหญ่คือการคิดว่าชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์กินผลไม้ ชื่อ “sugar” ยิ่งทำให้เข้าใจผิดไปกันใหญ่

Merck / MSD Veterinary Manual ระบุว่าในธรรมชาติชูการ์ไกลเดอร์กินสารคัดหลั่งที่มีน้ำตาลสูงจากพืช ได้แก่ ยางไม้ (sap) กัม (gum) น้ำหวาน (nectar) manna และเกสร ร่วมกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน และเป็นสัตว์ที่ใช้การหมักในไส้ติ่ง (hindgut fermenter) เพื่อย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

สัดส่วนที่คู่มือสัตวแพทย์แนะนำเป็นแนวทางคร่าว ๆ คือ น้ำหวานราว 50% ของอาหาร แมลงรวมกับอาหารเม็ดสำเร็จรูปรวมกันเกือบ 50% และ ผลไม้ ถั่ว ผัก ไม่เกิน 10% ของอาหารทั้งหมด

งานวิจัยที่ทดสอบสูตรยอดนิยมจริง

งานวิจัยควบคุมของ Dierenfeld และ Whitehouse-Tedd ตีพิมพ์ใน Journal of Animal Physiology and Animal Nutrition ปี 2018 นำสูตรอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผู้เลี้ยงนิยมใช้ 3 สูตรมาวิเคราะห์และทดสอบการย่อยได้จริง ผลออกมาน่าตกใจ

ตัวชี้วัดผลการทดสอบ
การย่อยได้ของวัตถุแห้งสูงมาก 87.3–91.2% ทั้งสามสูตร
การย่อยได้ของแคลเซียม38%, 28%, 38% ตามลำดับ
อัตราส่วน Ca:P เทียบเป้าหมาย 1.5:1–2:1ไม่มีสูตรใดถึงเป้าหมาย
อัตราส่วน Ca:P ในเลือดของสัตว์ที่กินกลับด้าน (inverse)
น้ำตาลเชิงเดี่ยว (สูตรที่ 1 และ 2)32–49% ของวัตถุแห้ง
วิตามิน D3เพียงพอเฉพาะสูตรที่ 3 เท่านั้น
กรดอะมิโนจำเป็นสูตร 1 และ 2 ขาดเมไทโอนีน สูตร 2 ยังจำกัดที่ไลซีน
บทเรียนสำคัญ: “ย่อยง่าย กินหมดจาน” ไม่ได้แปลว่า “สมดุล” อาหารทั้งสามสูตรย่อยได้ราว 90% แต่ไม่มีสูตรใดสมดุลแร่ธาตุ ผู้วิจัยสรุปว่าอาหารเหล่านี้อาจทำให้เสี่ยงต่อธาตุเหล็กเกิน ความไม่สมดุลของแร่ธาตุโดยเฉพาะการขาดแคลเซียม และภาวะอ้วน และข้อเสนอเชิงปฏิบัติคือ ไม่แนะนำให้ใช้สูตรผสมเองที่บ้านเป็นอาหารหลัก

เกสรผึ้ง (bee pollen) ซึ่งมักถูกโฆษณาว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดเสริมแคลเซียม ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ในงานเดียวกันนี้กลับมีอัตราส่วน Ca:P ต่ำกว่า 1:1

ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ชัด

ผู้วิจัยเขียนไว้ตรง ๆ ว่าความต้องการสารอาหารที่แท้จริงของชูการ์ไกลเดอร์ยังไม่ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ และตัวเลขเป้าหมาย Ca:P 1.5:1 ถึง 2:1 เป็นการอ้างอิงจากโมเดลหนูทดลอง ไม่ใช่ค่าที่พิสูจน์เฉพาะในชูการ์ไกลเดอร์

นี่ไม่ได้แปลว่าตัวเลขไม่มีประโยชน์ แต่แปลว่าใครก็ตามที่อ้างว่ามี “สูตรที่ถูกต้อง 100%” กำลังพูดเกินหลักฐาน สิ่งที่ยืนยันได้แน่คือ สูตรที่ทดสอบไปแล้วสามสูตรนั้นไม่ผ่านเกณฑ์ และการให้ผลไม้เป็นหลักเป็นความเสี่ยงที่ชัดเจน

โรคกระดูกอ่อน (MBD) — อาการและความรุนแรง

MSD Veterinary Manual ระบุว่าชูการ์ไกลเดอร์ที่เลี้ยงด้วยผลไม้เป็นหลักและได้แมลง gut-loaded หรือแหล่งโปรตีนอื่นน้อย “เสี่ยงสูงมาก” ต่อ nutritional osteodystrophy โดยอาการเรียงตามลำดับความรุนแรงคือ

  1. ขาหลังอ่อนแรง (posterior paresis) — สัญญาณเตือนแรก
  2. ลุกลามเป็นอัมพาตขาหลัง
  3. กล้ามเนื้อสั่น
  4. กระดูกหักเองจากพยาธิสภาพ
  5. ในรายรุนแรงอาจชัก

การตรวจมักพบ ionized calcium ในเลือดต่ำ และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ความผิดรูปของกระดูกโดยเฉพาะกระดูกสันหลังอาจไม่สามารถกลับคืนได้ โรงพยาบาลสัตว์ Purdue University เสริมว่าอาจเห็นอาการเจ็บปวด เดินกะเผลก อัมพฤกษ์ และกระดูกหนาตัวผิดปกติ (fibrous osteodystrophy) ร่วมด้วย

อีกปัญหาที่มาคู่กันคืออาหารนิ่มและหวานปริมาณมากทำให้เกิดหินปูนและโรคปริทันต์ ซึ่งรายรุนแรงอาจลุกลามเป็นฝีรากฟันและฝีหลังลูกตา (retrobulbar abscess)

Gut-load แมลง — ใช้ได้จริง มีตัวเลขยืนยัน

คำแนะนำให้ “gut-load แมลงก่อนให้กิน” ไม่ใช่ความเชื่อของกลุ่มผู้เลี้ยง แต่มีงานวิจัยรองรับ Latney และคณะ ตีพิมพ์ใน American Journal of Veterinary Research ปี 2017 วัดผลได้ชัดเจน

แมลงCa:P ก่อน gut-loadCa:P หลัง gut-load 48 ชั่วโมง
หนอนนก (Tenebrio molitor)0.071.31 (แคลเซียม 1.02% ของวัตถุแห้ง)
Superworm (Zophobas morio)0.641.46

ตัวเลข 0.07 ของหนอนนกที่ไม่ผ่าน gut-load คือระดับที่กลับด้านอย่างรุนแรง การให้หนอนนกล้วน ๆ เป็นแหล่งโปรตีนหลักจึงเป็นการซ้ำเติมปัญหาแคลเซียม ไม่ใช่การแก้

ความเชื่อที่หลักฐานไม่รองรับ

  • ❌ “ชูก้าเป็นสัตว์กินผลไม้” — ตำราสัตวแพทย์ให้ผลไม้ ถั่ว ผัก รวมไม่เกิน 10%
  • ❌ “กินหมดจาน = อาหารดี” — ทั้งสามสูตรที่ทดสอบย่อยได้ราว 90% แต่ไม่มีสูตรใดสมดุล
  • ❌ “โรยผงแคลเซียมทับก็แก้ได้” — ปัญหาคืออัตราส่วน Ca:P และวิตามิน D3 ด้วย และความผิดรูปของกระดูกสันหลังรุนแรงอาจกลับคืนไม่ได้
  • ❌ “เกสรผึ้งเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดี” — ตัวอย่างที่วิเคราะห์มี Ca:P ต่ำกว่า 1:1
  • ❌ “หนอนนกให้ได้เลย” — Ca:P เพียง 0.07 ถ้าไม่ gut-load
  • ❌ “สูตรโฮมเมดจากกลุ่มผู้เลี้ยงดีกว่าอาหารสำเร็จ” — งานวิจัยสรุปตรงข้าม
  • ❌ “ขนมหวาน โยเกิร์ตดรอป แท่งน้ำผึ้ง เป็นรางวัลที่ปลอดภัย” — อาหารนิ่มหวานเชื่อมโยงกับหินปูนและโรคปริทันต์

อีกเรื่องที่มักถูกอ้างเกินจริงคือประเด็นสายพันธุ์ มีงานวิจัยล่าสุดเสนอให้แยก Petaurus breviceps ออกเป็นหลายชนิด และบางงานเสนอว่าประชากรที่เลี้ยงในยุโรปและสหรัฐฯ ควรจัดเป็น Petaurus papuanus แต่งานเหล่านี้ใช้เฉพาะยีนไมโทคอนเดรีย ผู้เขียนเองระบุว่าไม่มี haplotype ใดตรงกับประชากรป่าพอดี และไม่มีข้อมูลจากสัตว์เลี้ยงในไทยหรือเอเชียเลย จึงควรถือเป็น “ข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษา” ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดแล้ว

เช็กลิสต์การให้อาหารและการดูแล

อาหาร

  • ใช้อาหารสูตรสำเร็จที่ผลิตเชิงพาณิชย์เป็นฐานของอาหารหลัก
  • จำกัดผลไม้ ถั่ว และผัก ให้ไม่เกิน 10% ของอาหารทั้งหมด
  • ให้แหล่งโปรตีน (แมลงและอาหารเม็ด) เป็นส่วนสำคัญของมื้อ ไม่ใช่ของแถม
  • ระวังปริมาณน้ำตาลรวม และภาวะอ้วน
  • ตรวจสอบว่าอาหารมีวิตามิน D3 เพียงพอ

แมลง

  • Gut-load ทุกครั้งด้วยอาหารแคลเซียมสูงก่อนนำไปให้กิน
  • ให้เวลา gut-load อย่างน้อยราว 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นจุดที่งานวิจัยวัดผลได้ชัด
  • ไม่ให้หนอนนกที่ไม่ผ่าน gut-load เป็นโปรตีนหลัก

สังเกตอาการ

  • ตรวจการเดินและการใช้ขาหลังเป็นประจำ
  • พบสัตวแพทย์เฉพาะทางสัตว์ Exotic ทันทีเมื่อพบขาหลังอ่อนแรง กล้ามเนื้อสั่น เดินกะเผลก หรือชัก
  • ขอให้สัตวแพทย์วัด ionized calcium ในเลือดเมื่อสงสัย MBD

มุมมองจากฟาร์ม

เก็ตไกด์ฟาร์มเพาะและเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์เอง เรื่องอาหารเป็นสิ่งที่เราคุยกับคนที่จะรับน้องไปเลี้ยงทุกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดง่ายที่สุดและเห็นผลช้าที่สุด — กว่าจะเห็นขาหลังอ่อนแรง ปัญหาสะสมมาหลายเดือนแล้ว เราชอบให้คนถามเรื่องนี้เยอะ ๆ ก่อนตัดสินใจ มากกว่าจะรีบส่งน้องออกไป

เรื่องราวของ “รอด” ลูกชูก้าที่เกิดมาแล้วแม่ไม่เลี้ยง จนเราเลี้ยงจนโตเป็นแม่คนเอง ดูได้ที่หน้า เรื่องราวเต่าและซูก้า

คำถามที่พบบ่อย

ให้ชูการ์ไกลเดอร์กินผลไม้เป็นอาหารหลักได้ไหม
ไม่ได้ คู่มือสัตวแพทย์ Merck และ MSD ระบุว่าผลไม้ ถั่ว และผัก ควรให้ไม่เกิน 10% ของอาหารทั้งหมด เพราะขาดวิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนที่จำเป็น MSD ยังระบุว่าตัวที่เลี้ยงด้วยผลไม้เป็นหลักและได้แมลง gut-loaded น้อย เสี่ยงสูงมากต่อโรคกระดูกอ่อน ในธรรมชาติชูการ์ไกลเดอร์กินยางไม้ กัม น้ำหวาน เกสร และแมลง ไม่ใช่ผลไม้
อัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัส ควรเป็นเท่าไร
เป้าหมายที่ใช้อ้างอิงในงานวิจัยคือ 1.5:1 ถึง 2:1 แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นค่าประมาณจากโมเดลหนูทดลอง เพราะความต้องการที่แท้จริงของชูการ์ไกลเดอร์ยังไม่ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ ผู้วิจัยเขียนไว้ชัดว่ายังต้องรอการศึกษาเพิ่ม สิ่งที่ยืนยันได้แน่คืออาหารที่ทดสอบทั้งสามสูตรไม่มีสูตรใดถึงเป้าหมายนี้ และสัตว์ที่กินมีอัตราส่วนในเลือดกลับด้าน
อาการเริ่มต้นของโรคกระดูกอ่อนเป็นอย่างไร
MSD Veterinary Manual ระบุว่าเริ่มจากขาหลังอ่อนแรง แล้วลุกลามเป็นอัมพาตขาหลัง มีกล้ามเนื้อสั่น กระดูกหักเองจากพยาธิสภาพ และในรายรุนแรงอาจชัก การตรวจมักพบ ionized calcium ในเลือดต่ำ Purdue เสริมว่าอาจเห็นอาการเจ็บปวด เดินกะเผลก และกระดูกหนาตัวผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีที่เห็นขาหลังผิดปกติ เพราะความผิดรูปของกระดูกสันหลังที่รุนแรงอาจแก้ไม่กลับ
ให้หนอนนกอย่างเดียวแทนโปรตีนได้ไหม
ไม่ควร งานวิจัยใน American Journal of Veterinary Research พบว่าหนอนนกที่ไม่ผ่านการ gut-load มีอัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสเพียง 0.07 ซึ่งกลับด้านรุนแรงมาก แต่หลังเลี้ยงด้วยอาหารแคลเซียมสูง 48 ชั่วโมง แคลเซียมขึ้นเป็น 1.02% ของวัตถุแห้ง และอัตราส่วนเป็น 1.31 ส่วน superworm เปลี่ยนจาก 0.64 เป็น 1.46 Purdue จึงแนะนำให้ gut-load แมลงก่อนให้กินเสมอ
แหล่งอ้างอิง
  1. Dierenfeld ES & Whitehouse-Tedd KM — Journal of Animal Physiology and Animal Nutrition 102(1) (2018), DOI 10.1111/jpn.12727 (open access) — irep.ntu.ac.uk
  2. Latney L, Toddes B et al. — American Journal of Veterinary Research 78(2):178 (2017), PMID 28140633 — avmajournals.avma.org
  3. Merck Veterinary Manual — Overview of Sugar Gliders (ปรับปรุงพฤศจิกายน 2025) — merckvetmanual.com
  4. MSD Veterinary Manual — Diseases and Syndromes of Sugar Gliders (ทบทวนกุมภาพันธ์ 2025) — msdvetmanual.com
  5. Purdue University Veterinary Medicine — Sugar Gliders — vet.purdue.edu
  6. NC State Veterinary Hospital — Caring for Your Pet Sugar Glider — hospital.cvm.ncsu.edu
  7. Lin et al. — Animals 12(24):3583 (2022), DOI 10.3390/ani12243583 — mdpi.com
  8. Cremona et al. — Zoological Journal of the Linnean Society 191(2):503–527 (2021) — academic.oup.com
  9. Mulko et al. — Scientific Reports (2025), DOI 10.1038/s41598-025-31262-0 — nature.com
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางสัตวแพทย์ ความต้องการสารอาหารที่แท้จริงของชูการ์ไกลเดอร์ยังไม่ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ หากสัตว์ของท่านมีอาการผิดปกติ กรุณาปรึกษาสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ Exotic โดยตรง

← กลับหน้าข่าวสารทั้งหมด

ติดต่อฟาร์ม

สนใจต้นไหน ตัวไหน ทักมาคุยกันได้เลย

บอกเราว่าคุณสนใจพันธุ์ไม้ ผลผลิต น้องเต่า หรือน้องซูก้า เราจะส่งรูปของจริงพร้อมราคาปัจจุบันให้ดูก่อนตัดสินใจ

โทรหาเจ้าของฟาร์มโดยตรง094 731 3117
  • ที่ตั้งฟาร์มบ้านดอนโด่ ต.จิกเทิง อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี 34330
  • เวลาติดต่อทักได้ทุกวัน — โทรนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้าชมฟาร์ม
  • ติดตามฟาร์มFacebook: Get & Guide Farm เก็ตไกด์ฟาร์ม · YouTube: @getguidefarm
สนใจรับน้องกลับบ้านเพาะเองที่ฟาร์ม อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี เจ้าของตอบแชตเอง ส่งคลิปตัวจริงให้ดูก่อน — ชูการ์ไกลเดอร์ที่ฟาร์มเพาะเอง ราคา 750–1,400 บาท ตามสี
โทรเลย 094 731 3117
คัดลอกรายการแล้ว วางในแชตได้เลย