โทร 094 731 3117 รับสายทุกวัน 08:00–18:00 ต.จิกเทิง อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี Facebook YouTube

หน้าแรก › ข่าวสาร › ตลาดไม้ประดับ 2569

ตัวเลขจริงของตลาดไม้ประดับไทย: ธุรกิจในประเทศ 9.1 หมื่นล้าน กล้วยไม้อันดับ 2 ของโลก

ไม้ประดับ & Plant Trends เผยแพร่ 22 สิงหาคม 2569 ข้อมูลตรวจสอบ ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เรียบเรียงโดย เก็ตไกด์ฟาร์ม
สรุปสั้น
  • ธุรกิจไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้นในไทย มีนิติบุคคล 2,993 ราย รายได้รวมปี 2566 อยู่ที่ 91,501 ล้านบาท
  • ปี 2567 ไทยส่งออกไม้ตัดดอก 21,135 ตัน มูลค่า 71.3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นกล้วยไม้ 19,129 ตัน
  • ปี 2566 ไทยส่งออกกล้วยไม้เป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วนแบ่ง 33.4% รองจากเนเธอร์แลนด์ 37.3% (ข้อมูล สนค.)
  • RHS คาดการณ์ปี 2026 ว่ายอดขายไม้ในร่มโต 15% นำโดยมอนสเตอร่าและดราซีน่า
  • ⚠️ งานวิจัยใน Journal of Exposure Science & Environmental Epidemiology พบว่าไม้กระถางฟอกอากาศได้น้อยมาก — ไม่ควรใช้เป็นคำโฆษณาหลัก

ตลาดในประเทศใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

เวลาพูดถึงไม้ประดับ คนมักนึกถึงตลาดส่งออก แต่ตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (เผยแพร่มีนาคม 2568) ชี้ว่าฐานที่ใหญ่กว่าคือตลาดในประเทศ

รายการตัวเลข
นิติบุคคลจดทะเบียนในธุรกิจไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น2,993 ราย (ผลิต 383 / จำหน่าย 2,610)
ทุนจดทะเบียนรวม17,670 ล้านบาท
รายได้รวมปี 256691,501 ล้านบาท
กำไรรวมปี 25662,473 ล้านบาท
มูลค่าส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ ปี 2567กว่า 4,777 ล้านบาท

สังเกตว่าจำนวนนิติบุคคลกลุ่ม “จำหน่าย” มากกว่ากลุ่ม “ผลิต” เกือบ 7 เท่า สะท้อนว่าห่วงโซ่นี้มีคนขายเยอะ แต่คนเพาะจริงน้อยกว่ามาก ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยง (แข่งขันด้านราคาที่ปลายทาง) และโอกาส (ต้นทางที่ผลิตได้เองมีอำนาจต่อรองสูงกว่า)

กล้วยไม้: อันดับ 2 ของโลก แต่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดที่สำคัญ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานว่าปี 2567 ไทยส่งออกไม้ตัดดอกรวม 21,135 ตัน มูลค่า 71.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,503 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.5% ในจำนวนนี้เป็นกล้วยไม้ถึง 19,129 ตัน มูลค่า 62.1 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องอันดับโลกมีความละเอียดที่ควรเข้าใจให้ตรงกัน ข้อมูล สนค. ระบุว่าปี 2566 ไทยมีมูลค่าส่งออกกล้วยไม้เป็น อันดับ 2 ของโลก ส่วนแบ่ง 33.4% รองจากเนเธอร์แลนด์ที่ 37.3% แต่ในตลาดปลายทางที่สำคัญ ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 อย่างชัดเจน

ตลาดส่งออกกล้วยไม้ไทย (2567)ส่วนแบ่งไทยครองสัดส่วนการนำเข้าของประเทศนั้น
สหรัฐอเมริกา24.7%50.0%
เวียดนาม22.8%100%
ญี่ปุ่น17.1%—
จีน12.3%95.1%
อิตาลี4.8%—
ข้อควรระวังเรื่องตัวเลข: มีหน่วยงานอื่นและสื่อบางแห่งระบุว่าไทยเป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้ “อันดับ 1 ของโลก” ซึ่งขัดกับข้อมูล สนค. ข้างต้น ความต่างน่าจะมาจากนิยามและพิกัดศุลกากรที่ใช้ แต่เรายังไม่พบเอกสารที่อธิบายจุดนี้อย่างชัดเจน จึงเลือกอ้างตัวเลข สนค. และแจ้งความต่างให้ทราบแทนที่จะฟันธง

ฝั่งต้นน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตร (มกราคม 2569) ระบุว่าพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศรวมประมาณ 17,183 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกกว่า 1,000 ราย สร้างรายได้ส่งออกเฉลี่ยปีละราว 2 พันล้านบาท ส่วนภาพรวมไม้ตัดดอกทุกชนิด ไทยอยู่อันดับ 12 ของโลก ส่วนแบ่งเพียง 0.7% เท่านั้น — แปลว่าความแข็งแรงของไทยกระจุกอยู่ที่กล้วยไม้เขตร้อน ไม่ใช่ไม้ตัดดอกทั่วไป

สัญญาณจากตลาดโลก: ราคาขึ้น ปริมาณลง

Royal FloraHolland ตลาดประมูลไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลปี 2025 ว่ามียอดขายสินค้า 5.4 พันล้านยูโร เพิ่มจาก 5.3 พันล้านในปี 2024 โดยราคาต่อหน่วยไม้ตัดดอกเพิ่มขึ้น 3% ไม้กระถางเพิ่มขึ้น 1% แต่ ปริมาณที่ขายได้ลดลง 2%

สัญญาณนี้อ่านได้ตรงไปตรงมา — ผู้บริโภคซื้อชิ้นน้อยลง แต่ยอมจ่ายต่อชิ้นแพงขึ้น กลยุทธ์ที่สอดคล้องคือยกระดับคุณภาพ อายุการใช้งาน และบรรจุภัณฑ์ มากกว่าการเพิ่มปริมาณเพื่อแข่งราคา

รายงานอุตสาหกรรมไม้ประดับไทยของ AIPH ร่วมกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ระบุว่าโอกาสสำคัญของไทยอยู่ที่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและวัสดุปลูกคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางข้างต้น

เทรนด์ไม้ในร่มยังไปได้

Royal Horticultural Society (RHS) เผยแพร่คาดการณ์เทรนด์สวนปี 2026 ระบุว่ากลุ่ม “Jungle Plants” มาแรง โดยยอดขายไม้ในร่มเพิ่มขึ้น 15% นำโดย มอนสเตอร่า (Monstera) และ ดราซีน่า (Dracaena) พร้อมเทรนด์ “In and Out Plants” คือการนำไม้ในร่ม เช่น เศรษฐีเรือนนอก และ Tradescantia ออกมาปลูกในกระถางนอกบ้านช่วงหน้าร้อน

สองสกุลนี้ปลูกได้ดีในภูมิอากาศบ้านเรา ขยายพันธุ์ง่าย ต้นทุนต่ำ จึงเหมาะเป็นสินค้าหมุนเวียนเร็วควบคู่กับไม้ราคาสูง ส่วนในเวทีประกวด RHS Chelsea Plant of the Year 2026 ผู้ชนะคือ Hosta RED NINJA ซึ่งเป็นไม้เขตหนาว (ทนได้ถึง −23 องศาเซลเซียส) จึงเป็นข้อมูลเชิงเทรนด์มากกว่าจะนำมาปลูกขายในไทยได้จริง

สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นคำโฆษณา

คำว่า “ไม้ฟอกอากาศ” ถูกใช้กันแพร่หลายในการขายไม้ในร่ม แต่งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมของ Cummings และ Waring ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Exposure Science & Environmental Epidemiology (เครือ Nature) ซึ่งวิเคราะห์ผลการทดลอง 196 ชุดจากงานวิจัย 12 ชิ้น พบว่า

  • ไม้กระถาง 1 ต้นมีอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ค่ามัธยฐานเพียง 0.023 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • ต้องใช้ต้นไม้ 10–1,000 ต้นต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จึงจะเทียบเท่าการระบายอากาศปกติของอาคาร

ข้อเสนอที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้มากกว่าคือขายจุดแข็งที่จริง — ดูแลง่าย ทนร่ม เหมาะกับคอนโด ใบสวยทน โตเร็ว ขยายพันธุ์ต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อสัมผัสได้จริงและไม่เสี่ยงต่อการโฆษณาเกินจริง

ถ้าคิดจะส่งออก: เรื่อง CITES ต้องรู้ก่อน

กล้วยไม้ทุกชนิดในวงศ์ Orchidaceae อยู่ในบัญชี CITES Appendix II ยกเว้น 9 taxa ที่อยู่ในบัญชี Appendix I ซึ่งรวมถึง Paphiopedilum ทั้งสกุล และ Dendrobium cruentum ที่เป็นกล้วยไม้ถิ่นไทย การส่งออกจึงต้องขอหนังสืออนุญาตไซเตส ควรวางแผนเอกสารล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงสกุลใน Appendix I หากยังไม่มีระบบทะเบียนแหล่งเพาะขยายพันธุ์ อ่านภาพรวมกฎ CITES รอบล่าสุดได้ที่บทความ CITES CoP20 มีผลบังคับใช้แล้ว

มุมมองจากฟาร์ม

ที่เก็ตไกด์ฟาร์มเราจำหน่ายไม้ประดับควบคู่กับพันธุ์ไม้ผล สิ่งที่เราเห็นตรงกับตัวเลขข้างบนคือ ลูกค้าซื้อจำนวนน้อยลงต่อครั้ง แต่ถามละเอียดขึ้นเรื่องคุณภาพต้นและการดูแล เราจึงเลือกอธิบายวิธีดูแลจริงและส่งรูปต้นจริงให้ดูก่อน มากกว่าจะโฆษณาสรรพคุณที่พิสูจน์ไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในประเทศไทยใหญ่แค่ไหน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่ามีนิติบุคคลในธุรกิจไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น 2,993 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผลิต 383 ราย และกลุ่มจำหน่าย 2,610 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 17,670 ล้านบาท รายได้รวมปี 2566 อยู่ที่ 91,501 ล้านบาท กำไร 2,473 ล้านบาท ส่วนฝั่งต้นน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศราว 17,183 ไร่ มีเกษตรกรกว่า 1,000 ราย
กล้วยไม้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกจริงไหม
ต้องแยกให้ชัด ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระบุว่าปี 2566 ไทยมีมูลค่าส่งออกกล้วยไม้เป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วนแบ่ง 33.4% รองจากเนเธอร์แลนด์ที่ 37.3% แต่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ในหลายประเทศสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ 50.0% เวียดนาม 100% และจีน 95.1% ทั้งนี้มีหน่วยงานอื่นที่ระบุว่าไทยเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่างจาก สนค.
ไม้ประดับในร่มช่วยฟอกอากาศในบ้านได้จริงไหม
งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมของ Cummings และ Waring ในวารสาร Journal of Exposure Science and Environmental Epidemiology วิเคราะห์ผลการทดลอง 196 ชุดจากงานวิจัย 12 ชิ้น พบว่าไม้กระถาง 1 ต้นมีอัตราการส่งอากาศสะอาดค่ามัธยฐานเพียง 0.023 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และต้องใช้ต้นไม้ 10 ถึง 1,000 ต้นต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จึงจะเทียบเท่าการระบายอากาศปกติของอาคาร จึงไม่ควรใช้เป็นจุดขายหลัก
เทรนด์ไม้ประดับปี 2569 คืออะไร
Royal Horticultural Society คาดการณ์เทรนด์สวนปี 2026 ว่ากลุ่ม Jungle Plants มาแรง โดยยอดขายไม้ในร่มเพิ่มขึ้น 15% นำโดยมอนสเตอร่าและดราซีน่า พร้อมเทรนด์ In and Out Plants คือการนำไม้ในร่มออกมาปลูกในกระถางนอกบ้านช่วงหน้าร้อน ส่วนตลาดโลกผ่าน Royal FloraHolland ปี 2025 ราคาต่อหน่วยไม้ตัดดอกเพิ่ม 3% ไม้กระถางเพิ่ม 1% แต่ปริมาณที่ขายได้ลดลง 2%
แหล่งอ้างอิง
  1. สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ — ส่องเทรนด์การค้าไม้ตัดดอกของไทยในตลาดต่างประเทศ (6 มีนาคม 2568) — tpso.go.th
  2. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ — บทวิเคราะห์ธุรกิจไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น (24 มีนาคม 2568) — moc.go.th
  3. กรมส่งเสริมการเกษตร — พื้นที่ปลูกกล้วยไม้และจำนวนเกษตรกร (27 มกราคม 2569) — doae.go.th
  4. AIPH (International Association of Horticultural Producers) ร่วมกับ Horticultural Science Society of Thailand — Thailand Industry Report (2568) — aiph.org
  5. Royal FloraHolland — ผลประกอบการปี 2025 (27 มีนาคม 2026) — royalfloraholland.com
  6. Royal Horticultural Society (RHS) — 2026 Gardening Predictions (19 ธันวาคม 2025) — rhs.org.uk
  7. RHS — Chelsea Plant of the Year 2026 — rhs.org.uk
  8. Cummings BE & Waring MS — Potted plants do not improve indoor air quality, Journal of Exposure Science & Environmental Epidemiology (2019/2020) — nature.com
  9. Royal Botanic Gardens, Kew ร่วมกับ UNEP-WCMC — CITES Appendix II Orchid Checklist (พฤษภาคม 2022) — kew.org
หมายเหตุ: ตัวเลขทางการค้าและสถิติในบทความนี้เป็นข้อมูลล่าสุดที่หน่วยงานเผยแพร่ ณ วันที่เรียบเรียง สถิติปี 2568–2569 เต็มปียังไม่มีการเผยแพร่ในบางรายการ และตัวเลขจากหน่วยงานต่างกันอาจใช้นิยามต่างกัน ควรตรวจสอบต้นทางก่อนนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจ

← กลับหน้าข่าวสารทั้งหมด

ติดต่อฟาร์ม

สนใจต้นไหน ตัวไหน ทักมาคุยกันได้เลย

บอกเราว่าคุณสนใจพันธุ์ไม้ ผลผลิต น้องเต่า หรือน้องซูก้า เราจะส่งรูปของจริงพร้อมราคาปัจจุบันให้ดูก่อนตัดสินใจ

โทรหาเจ้าของฟาร์มโดยตรง094 731 3117
  • ที่ตั้งฟาร์มบ้านดอนโด่ ต.จิกเทิง อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี 34330
  • เวลาติดต่อทักได้ทุกวัน — โทรนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้าชมฟาร์ม
  • ติดตามฟาร์มFacebook: Get & Guide Farm เก็ตไกด์ฟาร์ม · YouTube: @getguidefarm
โทรเลย 094 731 3117
คัดลอกรายการแล้ว วางในแชตได้เลย